ณ คาบบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่อากาศตอนกลางร้อนจนตับแลบ และเรากำลังตรวจงานอยู่จนไปเจอกระดาษแบบฝึกหัดตัวปัญหา...
 
ครูม่อ: ด.ช. ก มาหาครูหน่อยซิ
 
ด.ช. ก: 'ไรครับครู
 
ครูม่อ: ผมไปลอกงานใครมาครับ
 
ด.ช. ก : เปล่าครู (ทำหน้าตาตกใจสุดฤทธิ์จนส่อพิรุทธิ์) 
 
ครูม่อ: (ยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่าก่อนเอ่ยนิ่งๆ) อย่างนั้นเหรอครับ ครูถามเราตรงๆนะ ไปลอกใครมา บอกครูตรงๆได้มั้ย หรือจะต้องให้ครูบอกเอง
 
ด.ช. ก: เปล่าครูผมไม่ได้ลอก (เสียงสูงขึ้นอีกนิด ทำให้ท่าทางส่อพิรุทธิ์หนักขึ้น//จำเริญพรเถอะค่ะ)
 
ครูม่อ: งั้นเหรอ... ก บอกครูหน่อยซิ ว่าเพื่อนสนิทผมชื่ออะไร
 
ด.ช. ก: (ทำหน้างงๆ) ก็ชื่อ ด.ช. ง ไงครับ
 
ครูม่อ : งั้นเหรอ อ่ะ งั้นครูถามอีก Who is your best friend? นี่หมายความว่าไงนะ
 
ด.ช. ก: เพื่อนสนิทคุณคือใครไงครับครู ก็ครูเพิ่งสอน
 
ครูม่อ: เอ่อถูกต้อง อ่ะงั้นดูนี่ (ยื่นแบบฝึกหัดของ ด.ช. ง ให้ดู) เพื่อนเค้าตอบว่าอะไรรู้มั้ย
 
ด.ช. ก: (เริ่มนิ่งๆ ยิ้มๆ) ชื่อผมใช่ปะครับ
 
ครูม่อ: เก่งมาก ใช่ค่ะ แล้วทีนี้ ลองดูข้อเดียวกันในกระดาษของผมนะ
 
...กระดาษแบบฝึกหัด...
       Who is your best friend?
       Answer: My best friend is ด.ช. ก
 
ด.ช. ก: แหะๆ (ยิ้มหวานเชียว หึหึ)
 
ครูม่อ: เพื่อนสนิทผมนี่ชื่อเหมือนผมเลยเนาะ....ไป ไปแก้มาใหม่เลยย่ะ
 
 

edit @ 26 Oct 2014 14:27:41 by ครูม่อ

เรา : อ่ะ ดูบนกระดานนะ คำว่า Does จะนำหน้า noun หรือ pronoun ที่เป็นเอกพจน์ เป็นคนๆเดียว ในขณะที่ Do จะนำหน้า noun หรือ pronoun ที่เป็นพหูพจน์ เมื่ออยู่ในรูปของคำถาม Yes/ No Question
 
นร. : (นั่งจดกันอย่างคร่ำเคร่ง)
 
เรา: เงยหน้าดูกระดานก่อน Yes/ No Question เป็นคำถามที่เราเลือกตอบได้แค่สองคำตอบเท่านั้นคือ Yes กับ No
หนูรู้ใช่มั้ยคะว่า Yes กับ No แปลว่าอะไร
 
นร.: รู้ค่า / คร้าบบ
 
เรา: ถ้าอย่างนั้น Yes แปลว่าอะไรคะ?
 
นร. : (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)Yes แปลว่า ไม่ ค่าาา /คร้าบ 
 
เรา : เดี๋ยวนะ... แล้ว  No ล่ะคะแปลว่าอะไรคะ
 
นร. : (นักเรียนกลุ่มเดิมกับกลุ่มเมื่อกี้ ตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจกว่าเดิม) แปลว่า ใช่ ค่าาา /คร้าบ 
 
เรา : .... ครูว่าเรากลับไปดูบทเก่ากันก่อนดีกว่าเนาะ หึหึ
 
 
 
หายไปนานมากกกก...ถึงมากที่สุด 
ในที่สุดก็เกิดอารมณ์เปลี่ยว อยู่ๆก็เข้ามาในนี้อีกครั้ง จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เข้ามามาอัพเดทชีวิตตอนยังเป็นเฟรชชี่ใหม่
 
และก็ช่วงที่กำลังหัวหมุนกับการสอบ
 
สงสัยเวลาสอบมันคงจะว่างจริงๆ คราวนี้ถึงมาอัพเดทตัวเองเบาๆ ในบลอกแห่งนี้ (อีกครั้ง)
 
เริ่มแรกคือก็คงต้องแสดงความดีใจกับตัวเองซะหน่อย ว่า...
 
"ในที่สุดกูก็คือปีสองแล้วโว้ยยยย"
 
อารมณ์พี่นี่มันเป็นอะไรที่เกินบรรยายจริงๆ
 
(เหนื่อยจนตัวเองยังบรรยายไม่ถูก) 
 
รู้สึกแปลกๆในตอนแรกที่มีน้อง จ้องหัวเข็มขัด อย่างโรคจิตเบาๆ ไม่ก็ตุ้งติ้งบนปกเสื้อ ก่อนจะรีบพูดทักทาย
 
"พี่คะ/ครับ สวัสดีค่ะ"
 
เอ้อ...มันก็ให้ความรู้สึกแปลกๆดีนะ แต่ก็รู้สึกดีกับมัน และรับไหว้น้องด้วยรอยยิ้มเสมอ เอาเป็นว่าน้องคนไหนที่ไหว้พี่แล้วพี่เห็น ก็จะได้รับคำทักทายไปเสมอ ไม่ต้องกลัวไหว้เก้อหรอกค่ะ พี่เต็มที่
 
ชีวิตปีสองที่เปลี่ยนไปมากถึงมากที่สุด คือ การได้เริ่มทำงานเล็กๆน้อยเป็นครั้งแรก
 
ที่ว่าเล็กน้อยนี่ เล็กจริงๆ งานไม่ประจำ บางงานทำตัวเป็นแม่พระไม่เก็บตังค์เด็กมันอีก บางงานก็แค่อารมณ์อยากหาเหาใส่หัวเล่นเท่านั้น บางงานก็พยายามทำอย่างตั้งใจและชอบนะ แต่ว่าก็นะ...อะไรๆมันก็ไม่แน่นอน จริงมั้ย?
 
คือตอนนี้ถ้าใครยื่นงานอะไรมาให้ทำ ก็ทำ(ถ้าทำได้) ไม่เกี่ยง
 
ทำเอาม่วน ทำเอามันส์ หาอะไรๆที่ใช่สำหรับตัวเอง ไปเรื่อยๆ
 
เงินเหรอ ค่าตอบแทนเหรอ ไม่เคยคิด ได้ก็ไ้ด้ ไม่ได้ก็ไม่ทวง (เจริญจริงแม่คุณ) แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเบี้ยวหรอก อย่างมากก็แค่เลทหน่อย 
 
เป็นอารมณ์แปลกๆ ตอนได้เงินใหม่ๆ มันอาจไม่ได้ภูมิใจอะไรมาก แต่ก็คิดในใจว่า "เฮ้ย เราก็หาเงินเองเป็นเหมือนกันนี่หว่า"
 
อารมณ์ช่วงแรกๆแอบมีหยิ่งผยอง คิดในใจได้มา 145 อนาคตจะหาเงินไปเที่ยวเมืองนอก แล้วตอนนี้ก็ค้นพบสัจจะธรรมว่า นี่มันแค่น้ำจิ้มไอ้หนูเอ้ย...145 จากนั้นงานก็หด รายได้หาย มีแต่รายจ่ายให้เห็นบานตะไท
 
นี่คือเรื่องแรกที่ได้เรียนรู้จากการขึ้นปี 2
 
เรื่องที่ 2...
 
...เข้าใจในอะไร ที่มันเป็นสิ่งธรรมดาของโลกมากขึ้น
 
ทำไมน่ะเหรอ? คงเป็นเหตุการณ์อะไรหลายๆอย่างที่เข้ามา ตั้งแต่ตอนที่อยู่ปี 1 ประดังประเดเข้ามาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว บางเรื่องประหลาดใจจนยิ้มแก้มแทบปริ
 
แต่บางเรื่องก็ประหลาดใจจนร้องไห้จนแย่
 
หลายๆเรื่องเข้ามาในชีวิตแล้วสอนอะไรที่เราเรียกเองว่า "การเข้าใจในสิ่งที่มันเป็น เคยเป็น และกำลังจะเป็น"
 
ร้อยวันพันปีเคยร้องไห้แต่เฉพาะเรื่องงี่เง่า งอนพ่องอนแม่ น้อยใจชะตาฟ้าดิน เหตุใดถึงได้ใจร้ายกับเรานัก ไม่ได้ดังใจเอาซะเลย
 
คราวนี้ของจริง ไม่ใช้แสตนด์อินน์ ไม่ใช้การบิ้วอารมณ์ ครั้งแรกที่รู้เรื่องก็จัดเต็มด้วยอารมณ์หมองไปทั้งเย็นวันนั้น และตามด้วยอาการแพ้กลางคืนไปอีกสามวัน
 
แต่แล้วคืนหนึ่ง ที่กำลังจะร้องไห้อีกรวมเป็นครั้งที่สามหรือสี่ไม่แน่ใจ มันก็เหมือนเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า
 
"แล้วไงล่ะ ร้องไปแล้วไงต่อ ร้องอย่างนี้เรื่อยๆเหรอ แล้วมันช่วยอะไร ทุกอย่างก็แค่นั้น ถ้าทนได้เดี๋ยวก็จบ แค่นั้นเอง"
 
พอคิดอย่างนั้นก็หยุดร้องไห้ตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่ไม่ร้องเลยนะ มีบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่ใช่เหมือนตอนแรกที่พอปิดไฟก็ปล่อยโฮทันทีจนหลับ หรือนัง่เงียบๆ ในห้องไปแค่นั้นเหมือนอะไรมันหายไปหมด
 
แต่พอคิดได้แบบนั้นไม่เคยมีการร้องไห้แบบนั้นอีกเลย ไม่มีอารมณ์ที่อึดอัด อัดอั้นความรู้สึกโมโห อยากบ้าอีกแล้ว ทุกอย่างมันก็แค่
 
"วันนี้ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ละกัน"
 
ไอ้ความคิดพวกนี้ที่ผุดขึ้นมาบนหัวทำให้เราโตขึ้นในระดับหนึ่ง สามารถที่จะยิ้มได้เหมือนเดิมอีกครั้ง โดยไม่ต้องหลบมาหลังฉากมานั่งร้องไห้โฮๆ เหมือนตอนนั้น
 
จากทุกๆอย่างที่ผ่านมาทำให้เห้นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชีวิต 
 
ทุกๆอย่าง ทั้งความสุข ปัญหา หรือเรื่องอะไรหลายๆอย่างมันอาจไม่ได้มีคำตอบในการแก้ไขปัญหาพวกนั้นว่าทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันจบ ให้ทุกอย่างมันดีขึ้น
 
แต่มันจะค่อยสอนให้เรารับได้ในสิ่งที่มันเป็น 
 
ไม่ได้ให้คำตอบของปัญหา
 
แต่ให้ทางในการให้เราก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้น ไปอย่างเข้าใจด้วยตัวของเราเอง
 
บางคนอาจมองว่าบางเรื่องมันยากที่จะรับได้รับไหว 
 
แต่เชื่อเถอะ "ซักพัก" มันก็จะเข้าที่ของมันเอง 
 
มันอาจจะยากหน่อยตอนเราต้องคลำหาของตอนอยู่ในที่มืดๆ
ถ้าเรายังคลำหาของที่เราต้องการต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเจอมันเมื่อไหร่
บางที...เราก็ควรให้เวลากับตัวของเราเองให้ได้คิดมองทุกอย่างอย่างเข้าใจ
แล้วค่อยๆถอยออกมา
และคลำหาสวิตช์ไฟดีกว่ามั้ย
เพื่อให้เรามองเห็นสภาพรอบตัวเรา และเราก็อาจหาของที่เรากำลังตามหาอยู่ก็ได้
 
ว่ามั้ย?
 
การผ่านช่วงนั้นของชีวิตไปทำให้เราเห้นอะไรมากมาย โดยเฉพาะเห็นเราในอีกมุมที่เราเองยังไม่รู้เลยว่ามีมุมนี้อยู่กับเค้าด้วย
 
มุมที่รู้สึกโกรธจนพาลทุกอย่างว่าไม่ยุติธรรมไปซะหมด มองทุกอย่างว่าโหดร้ายกับตัวเองไปซะหมด
 
บอกตามตรงว่าเป็นมุมที่ทำให้เรารู้สึกกลัวตัวเองเหมือนกัน เมื่อลองมองย้อนกลับไป
 
แต่สุดท้าย...เราก็ผ่านมันไปได้
 
ผ่านไปได้ ไม่ใช่ด้วยเพราะหาทางแก้ปัญหาได้ ปัญหาที่เราเจอมันคงยากที่จะหายไปเลยถาวร
 
แต่อย่างน้อย เราก็เรียนรู้ที่จะเข้าใจ อยู่กับมัน จนตอนนี้ก็ยิ้มและล้อเล่นกับมันได้เฉยๆอย่างสนุกสนาน
 
ถ้าลองได้ผ่านในจุดนี้ไป...พอมองย้อนกลับมา ยังแอบแปลกใจเลยที่เราทำได้ขนาดนี้
จากจุดเริ่มต้นที่แย่ขนาดนั้น
 
อาจเป็นเรื่องที่ภูมิใจมากที่สุดอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ จากหลากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา
 
เราไม่เคยคิดนะ ว่านี่จะเป้นสิ่งแย่ๆสิ่งสุดท้ายที่เราจะเจอ
 
เชื่อสิ มันยังมีอีกเยอะที่เรายังไม่ได้สัมผัส ไม่แน่...อาจแย่กว่านี้ก็ได้
 
แต่เราก็เชื่อในหลักการเดิมนะ ว่ามันเป็นเรื่องของวันนี้ เมื่อวานนี้ และพรุ่งนี้
 
เมื่อวานนี้ คือ สิ่งที่ผ่านไปแล้ว เรากลับไปแก้ไข หรือทำอะไรมันไม่ได้
 
วันนี้ คือ สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ และต้องอยู่กับมัน
 
วันพรุ่งนี้ คือ สิ่งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะมีอะไรรอยู่ หรือจะเป็นอย่างไร
 
ที่แน่ๆ คือการเข้าใจ ยิ้มให้กับมัน ยอมรับ และค่อยๆก้าวเพื่อแก้ไขมันไปเรื่อยๆ 
 
ไม่ใช่แค่แก้ไขปัญหา
 
แต่คือการแก้ไขการคิด สภาพจิตใจของเราเอง...

edit @ 21 Sep 2011 01:04:16 by [-เม่าอึ่ง-]