เมื่อไม่นานมานี้ จขบ ได้มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะของพระบิดา ที่เดินทางมาทำงานที่เชียงใหม่ (ขอขนานนามคุณลุงท่านนี้ว่า ลุง อ ละกัน)

  ขอเท้าความไปก่อนว่าสมัยที่ท่านพ่อยังเอ๊าะอยู่นั้น ก็สนิทกับลุง อ มากสุดเพราะพ่อเป็นเด็ก(บ้าน)นอก เพิ่งเข้า กทม เพื่อนในกองตอนนั้นรู้จักกันคนแรกๆก็มีลุง อ นี่แหละ ที่สนิทกันตั้งแต่เรียนด้วยกัน จนแก่ปูนนี้

  ถ้าใครได้มานั่งดูสองคนนี้คุยกันหรือไปเที่ยวด้วยกันคงจะนึกไม่ออกว่า ไอ้คนที่บุคลิกต่างขั้วกันอย่างนี้ มาเป็นเพื่อนสนิทกันได้ยังไง

 แม้แต่ตัวเราก็ยังมีงงๆอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมาก

 เข้าประเด็นกันดีกว่า ตามหัวเรื่องที่ว่า หลากสถานะของคำว่า "เจ้าชู้" (รวบรวมข้อมูลโดย อ.เม่า อ้างอิงจาก คนใกล้ตัว)

 พูดกันตามตรงแล้วเราเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ไอ้เรื่องรักๆใคร่ๆ ดังนั้นถามว่าเคยเจอผู้ชายเจ้าชู้มั้ย คำตอบก็แน่นอนอยู่แล้วว่า "เคยดิ" ใครไม่เคยบ้าง ต่อให้ไม่ทำเจ้าชู้กับเราก็ทำกับคนอื่น แล้วจิตใต้สำนึกมันก็ชี้บอกเราว่า "ไอ้นี่แหละตัวพ่อ/แม่"

  แต่ที่จะพูดในเอนทรีต่อไปนี้มาจากความรู้สึกส่วนตัว และจากการรับฟังจากบุคคลอื่นมาเท่านั้น คนอื่นอาจมีความเห้นที่แตกต่างก็ว่ากันไป แต่ที่เราเปิดประเด้นนี้ขึ้นมาก็แค่อยากแสดงทัศนะ(และหาเรื่องอัพบลอก แหะๆ)เท่านั้น

  .

  .

  .

  วันนั้นเราก็นั่งคุยและฟังลุง อ ถึงเรื่องไอ้คำว่า เจ้าชู้นี่แหละ

  ท่านแม่เปิดประเด็นประมาณว่า เนี่ยะ ลุง อ อายุเท่านี้แล้วนะ ไม่คิดอยากจะหาใครซักคนมาดูแลบ้างเหรอ แล้วเลิกรึยังนิสัยเจ้าชู้เนี่ยะ

  ลุง อ ก็ยิ้มๆ แล้วก็พูดประมาณว่า ก็รู้ทั้งรู้ว่าตัวแกมีนิสัยแบบนี้ แล้วยังจะบอกว่าให้แกหาคนมาดูแลอีกเหรอ

  ลุง อ ให้ความเห็นบางอย่างที่สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าคิดมากไปรึเปล่า หรืออาจมองว่าหยิ่งมากที่ยังดำเนินชีวิตคนเดียวไม่หาคู่ชีวิตมาอยู่ด้วยกันทั้งๆที่ตัวเองก็อายุไม่ใช่น้อยๆแล้ว

  แต่สำหรับเราแล้วมันก็เป็นเรื่องน่าคิด แถมยังอดที่จะเห็นด้วยไม่ได้

  ผู้หญิงบางคนไม่เข้าใจว่าหลักของการเจ้าชู้เนี่ยะมันมี 2 สถานะ

 1. เจ้าชู้แบบมีความรับผิดชอบ

และ 2. เจ้าชู้แบบไร้ความรับผิดชอบ (อันนี้พ่อขอเหน็บว่า ไอ้พวก จังไ - ร)

  ผู้หญิง/ผู้ชายบางคนที่มีแฟนเจ้าชู้ แล้วอยู่ๆถูกบอกเลิกหรืออย่างไร พออีกวันไปเดินห้างเห็นไอ้คนที่เพิ่งบอกเลิกเมื่อวานไปแด๋แด๊ดกับคนอื่น ก็ขอให้ดีใจและภูมิใจไว้ว่า "อย่างน้อยไอ้คนที่บอกเลิกฉันมันก็มีหัวใจอยู่บ้าง"

  ลุง อ บอกว่า ไอ้แบบที่ 1 มันจะประมาณนี้แหละ คือรู้ตัวไงว่าเบื้องลึกน่ะตัวเองเจ้าชู้ รู้ว่าตัวเองเป็นยังไง และยังนึกรวมไปถึงคนที่กำลังคบกันอยู่ด้วย

  ไอ้แบบที่ 1 เนี่ยะก็เลยเป็นพวกที่คบผู้หญิงไปเรื่อยๆ มีน่ะมีเยอะ แต่ไม่เคยมีใครขึ้นถึงคำว่า "ภรรยา" หรือแม้กระทั่ง คำว่า"แฟน" ก็ไม่มีเลยก็มี ฟังดูๆไปแล้วมันก็แย่น่ะนะ

  แต่ถ้ามองในอีกแง่นึง ก็คือไม่ได้เลวไปซะหมด เพราะไม่ได้เอาพันธะใดๆไปผูกไว้กับอีกฝ่ายว่าเค้าเป็นคนของฉันนะ เธอเป็นคนของฉันนะ ห้ามมีคนอื่น ในขณะที่ตัวเองก็มีอีกเยอะแยะเป็นกระบุง

  ส่วนแบบที่ 2 นี่ อาจเรียกได้อีกแบบว่า พวกเลวบริสุทธิ์ พวกนี้อาจยอมที่จะให้ผู้หญิงคนหนึ่งมาใช้คำว่า "ภรรยา" หรือ "แฟน" ทำให้ฝ่ายนั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่ง หรือเป็นผู้เดียว ทั้งๆที่ความจริงแล้วก็มีเก็บไว้ในคลังอีกเยอะ

  บางคนอาจมองว่ามันไม่ต่างกันเลย สรุปคือยังไงไอ้สองแบบนี้มันก็มีผู้หญิงหลายคนอยู่ดีนี่หว่า

 ตอนแรกเราก็คิดอย่างงั้นแหละ จนลุง อ เค้าก็ไขความกระจ่างให้ว่า

 มันต่างกันตรงคำว่า "รับผิดชอบ" กับ "ไม่รับผิดชอบ" นี่แหละ

   ถึงแม้ไอ้สองประเภทนี้จะสรุปตบท้ายด้วยคำว่า"ยังไงกูก็ขอมีอีก"

   แต่ว่า...

   ถ้าคิดว่าตัวเองหยุดนิสัยแบบนี้ไม่ได้ ไม่สิ ถ้ารู้ว่าตัวเองหยุดนิสัยนี้ไม่ได้ ทำไมถึงเอาพันธะไปผูกเป็นห่วงคล้องคอให้กับผู้หญิง/ผู้ชายคนหนึ่ง

  ผู้หญิง/ผู้ชาย ที่เค้าอุตส่าห์ยอมสละเวลา ความรู้สึก ความใส่ใจ อะไรหลายๆอย่างเพื่อที่จะมาอยู่เป็นหนึ่งในใจคุณ(เหมือนโฆษณากาแฟเลยเนาะ)

  ลุง อ บอกว่า ถ้าคิดจะรับคนๆหนึ่งเข้ามาในชีวิต ก็ต้องรู้จักคำว่าให้เกียรติกันหน่อย ไม่ใช่บอกกับเค้าว่าเป็นแฟน หรือหนักกว่า เอาแผ่นกระดาษใบหนึ่งไปแทนเป็นพันธะสัญญา ซึ่งมันไม่ใช่พันธะสัญญาใจอย่างที่ไอ้พวกเจ้าชู้หลายคนพูดมาให้มันฟังดูดี

   แต่เป็นเชือกคล้องคออันใหญ่ๆ ที่แถมมากับป้ายที่มีตัวหนังสือแปะไว้ที่หน้าผากว่า "ควาย"

   ไม่ใช่ป้ายธรรมดา ยังเป็นแผ่นป้ายวิเศษ ที่คนโดนแปะจะไม่รู้ตัว ขณะที่คนรอบข้างมันรับรู้และเห็นอย่างนั้นเสมอ

   ลุง อ บอกว่า ไอ้พวกแบบที่ 2 มันเลวบริสุทธิ์จริงๆ ดังนั้นถ้าคิดจะเจ้าชู้ก็ต้องหัดมีความรับผิดชอบ

   เพราะไม่ใช่เราจะหาแต่ความสุขเข้าตัว แล้วคิดว่าไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเราก็ให้ตำแหน่งหนึ่งเดียวในใจให้เขาไปแล้ว คนอื่นก็แค่ความสุขเล็กๆน้อยๆ ไม่เห็นเป็นไร

   คืออาศัยคอนเซปต์ "มันจับไม่ได้ กูก็ไม่เลิก" (ตอนฟังแล้วแม่สบถออกมาด้วยอารามหงุดหงิดสุดๆ ชี้หน้าพ่อแล้วส่งสายตาประมาณว่า ลองมีดูดิ)

   แต่มันไม่ใช่แค่นั้น

   มันไม่ใช่ไม่เป็นไร

   มันไช่แค่เป็นที่หนึ่งแล้วก็น่าจะพอใจแล้วนี่

   แต่มันคือความเป็น"คน" (ตอนแรกก็งงแหละ งงว่ามันคนอะไร)

   ลุง อ กับ พ่อ ชี้แจงมารวมๆว่า...

   ความเป็น"คน" ที่ยังเห็นใจว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

   ความเป็น"คน" ที่ไม่ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจของคนๆหนึ่ง มาเป็นหนทางเพื่อจะทำร้ายเค้า

   

   ไม่ใช่ว่าไม่รัก...แล้วมาบอกว่ารัก

    ไม่ใช่ว่าไม่สน...แล้วมาบอกว่าสน

    ไม่ใช่บอกว่าจะดูแล...แล้วไม่ดูแล

    ไม่ใช่ว่าสัญญา...แต่ดันไม่ยอมทำตามสัญญา

 

    และ ความเป็น"คน"ที่พ่อกับลุง อ บอกว่ามันควรจะนึกให้มากที่สุดก็คือ  พอที่จะรู้ว่านั่นคือ "ชีวิตของคนหนึ่งคน"

    สรุปโดยรวมแล้วลุง อ ก็บอกว่า บางครั้งคนบางคนมักคิดว่าการอกหักทำให้คนเราบางครั้งช้ำเลือดช้ำหนอง จนแทบอยากจะดิ้นตายอยู่เดี๋ยวนั้น บอกว่า"ช้ำกายไม่ว่า ขออย่าช้ำใจจะได้ไหม"

   โดนบอกเลิกก็อกหักรักคุด เศร้ากันไป แต่ถามว่าความรู้สึกดีๆเมื่อครั้งหวานชื่นมันก็ยังมีอยู่ให้ได้นึกถึง พูดง่ายๆคืออย่างน้อยก็ยังมีความรู้สึกดีๆให้กัน

  ลุง อ บอกว่าก็อย่างนี้มันก็ดีไป แต่ถ้าไปเป็นแบบไอ้พวกแบบที่ 2 สำหรับบางคนที่เค้าเข้าใจเค้าก็แค่ไม่ยุ่งด้วย แล้วปล่อยไป แต่บางกลุ่มอาจถึงขั้นไม่เผาผีแถมท้ายด้วยเสกหนังควายเข้าท้องด้วยก็มี

 มันจะไม่เหลือแม้กระทั่งความรู้สึกดีๆ เพราะเราไม่ใช่ทำร้ายความไว้ใจที่เค้ามีให้เรา แต่เราจะทำลายความไว้ใจ"ในอนาคต" ที่เค้าจะมีให้คนอื่นๆที่เค้าคบหาดูใจด้วย เพราะเค้าเคยเจอแบบนี้ มันก็ต้องมีคิดบ้างแหละ

  คนทุกคนเจ็บแล้วก็จะรู้จักจำ จำพอเป็นบทเรียนพอว่า แต่จำฝังใจจนหวาดระแวงนี่มันน่ากลัว

  ถึงได้บอกว่าบางครั้งมันทำลายชีวิตคนหนึ่งคนเลยนะ จะทำอะไร เจ้าชู้ยังไงก็ขอให้อยู่ในพื้นฐานของความเป็น "คน" หน่อยก็ดี

  ฟังๆแล้วนึกถึงเพลงๆหนึ่งมันปิ๊งขึ้นมา ตรงท่อนที่ว่า "...หักอกก็แค่ผิดหวัง หักหลังมันรับไม่ได้..."

  อืม...ไม่รู้คนอื่นว่าไง แต่สำหรับเรามันจริงๆแหละ

     และหลังจากถกเถียงและรับฟังมาพอสมควรลุง อ ก็สรุปมาว่า ตอนนี้เลยไม่คิดว่าจะหาคนมาอยู่ด้วยกัน เพราะตัวเองก็ยังรู้ตัวเองอยู่ อยู่อย่างนี้ต่อไปแหละก็ดีแล้ว

  จากนั้นเรื่องอื่นๆทีคุยก็กลายเป็นเรื่องเล่าถวิลหาอดีตของสองคนแก่ที่ เหล้าเข้าปากก็สนุกกันอยู่สองคน เฮ้อ....

 

ป.ล. ช่วงนี้ชีวิตข่าวสารแทบจะไม่ได้อัพเดท ยกเว้นเสื้อแดง ชุด นศ จะไปหาซื้อที่ไหนดีฟะ สหกรณ์ก็ขีเกียจเข้ามันไกลบ้าน

ป.ล.2 จะไปสุโขทัยวันที่ 11 นี้ หวัดดีปีใหม่ไทย แอนด์ สุขสันต์วันสงกรานต์ล่วงหน้านะทุกคน ^^

ป.ล.3 กลับมาแล้ว 20 ลงใต้ไปตั้งแต่ ประจวบ กระบี่ ตรัง สตูล โว้ววๆๆๆ สะใจ นับรอวันไม่ไหวแล้ว   

 

 

Comment

Comment:

Tweet

2 แบบหรอ ?
(เอาแบบไหนดีหว่า sad smile )

ง่ะ หลังๆดราม่า จริงๆด้วย

#4 By MahiBaz on 2010-04-11 16:47

ง่ะ แนวดราม่าชีวิต

คบทีละคน = เจ้าชู้ธรรมดา นะน้ำตวย
แต่คบพร้อมกันหลายๆคนมัน โคตรเจ้าชู้!

ชุดนศ. ซื้อใน ม.สิเธอว์ ถูกดี
เม่าชอบไปใต้เนอะ

#3 By Harvenhite on 2010-04-10 17:57

วี้ดว้าย
ไม่นึกว่าเธกจะอัพเเนวนี้ด้วย
อย่างที่ตุยว่าคบที่ละคนเป็นพอ
ถ้าคบที่ละหลายๆคนละก็คนที่คบอยู่ตอนนั้นคงจะเสียความรู้สึกน่าดู

#2 By อาเฮียคนหล่อ กับ เเมวโฉดจอมซ่า (202.28.245.70) on 2010-04-10 17:37

เค้าว่าอย่างน้อยพวกคนเจ้าชู้
จะคบมากี่คนก็ไม่ว่า แต่ขอให้คบทีล่ะคนเป็นพอ
จะเลิกก็กล้าพูดมาให้ชัดเจนเหมือนกับตอนขอคบกัน
ซึ่งไม่ค่อยเห็นจะมี มีแต่พวกประเภท อยากเก็บเธอไว้ทั้งโหล ประมาณนั้น 55


อย่าลืมของฝากกกก
question